อัพเดทเรื่องน่าสนใจ

เด็กประถมญี่ปุ่น ตอน หมวกสำหรับใส่ไปโรงเรียน

日本の小学生 通学帽編

Nihon no shougakusei  tsuugakubouhen


 

ทำไมหมวกสำหรับใส่ไปโรงเรียนต้องเป็นสีเหลืองล่ะ??

<通学帽はなぜ黄色なの?>

<Tsuugakubou wa naze kiiro nano?>

 

 

ทุกคนรู้จัก “ซือกะกุโบ” ไหมนี่คือ ”ซือกะกุโบ”  

“通学帽”って何か知っていますか?こちらが通学帽です。

“Tsuugakubou” tte nanika shitte imasuka? Kochira ga tsuugakubou desu

 

มีสองแบบโดยแยกชายหญิง คือ แบบของเด็กผู้หญิง(ข้างขวา) และแบบของเด็กผู้ชาย(ข้างซ้าย)

性別ごとに、男の子用と女の子用の2種類あります。

Seibetsu goto ni otokonoko you to onnanoko you no nishurui arimasu

 

แต่ก็ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของแต่ละภาคด้วย

แต่นักเรียนประถมญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะสวมหมวกสีเหลืองแบบนี้ค่ะ

地域によって違いはありますが、

ほとんどの日本の小学生はこの黄色い通学帽をかぶって登下校します。

Chiiki ni yotte chigai wa arimasuga

hotondo no nihon no shougakusei wa kono kiiroi boushi wo kabutte tougekou shimasu

 

พอเข้าโรงเรียนประถม นักเรียนจะได้รับหมวกแบบนี้

小学校に入ると、この帽子をもらいます。

Shougakkou ni hairuto kono boushi wo moraimasu

 

私も小学生の頃、卒業するまで、

女の子用の通学帽をかぶっていました。

ตอนที่ฉันเป็นนักเรียนประถม

ในตอนนั้นก็สวมหมวกเฉพาะเด็กผู้หญิงแบบนี้จนเรียนจบชั้นประถม

Watashi mo shougakusei jidai niwa sotsugyou suru made

onnanoko you no tsuugakubou wo kabutte imashita

 

สมัยนี้ที่โรงเรียนประถมของลูกฉัน นักเรียนชั้นป.1 พวกเขาต้องใส่หมวกสีเหลืองตามหน้าที่ที่กำหนด

現在、私の子供の小学校は、1年生は必ず黄色の通学帽をかぶることが義務付けられていますが、

Genzai watashi no kodomo no shougakkou wa ichinensei wa kanarazu kiiro no tsuugakubou wo kaburu kotoga gimu duke rarete imasu ga

 

 

ส่วนนักเรียนป.2 ถึง ป.6 พวกเขาใส่หมวกสีอะไรก็ได้ แล้วแต่ความชื่นชอบของแต่ละคน

2年生~6年生は、どんな色の帽子をかぶってもよく、

それぞれの好みの帽子をかぶります。

2 Nensei kara 6 nensei wa donna iro no boushi wo kabuttemo yoku

sorezore no konomi no boushi wo kaburimasu

 

แต่เดี๋ยวนี้บางโรงเรียนจะมีหมวกแค่แบบเดียวเท่านั้น

เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างเพศ

しかし最近では性別の差をなくすということで、

1種類だけの学校もあります。

Shikashi saikin dewa seibetsu no sa wo nakusu toiukoto de

isshurui dakeno gakkou mo arimasu

 

ส่วนโรงเรียนประถมของลูกฉัน

เมื่อ 3 ปีก่อนเปลี่ยนมาเป็นใช้หมวกแบบเดียว

私の子供の学校は、

3年前に一種類のみに変わりました。

Watashi no kodomo no gakkou wa

sannenmae ni isshurui nomi ni kawari mashita

 

ว่าแต่ว่าทำไมถึงเป็นหมวกสีเหลือง

ところでなぜ、黄色の帽子なのでしょうか?

Tokorode naze kiiro no boushi nanode shouka

ไฟเหลืองมีความหมายว่าอะไรคะ

黄信号の意味はなんですか?

Ki shingou no imi wa nandesuka

 

 

ก็คือ ”ความระมัดระวัง” ใช่ไหมคะ

“注意” ですね。

“Chuui” desune

สีเหลืองเป็นสีที่มองเห็นได้ชัด

黄色は、認識しやすい色です。

Kiiro wa ninshiki shiyasui iro desu

 

 

 

เพราะฉะนั้นมันถูกใช้บ่อยต่อสิ่งของที่จำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวัง

だから、注意を促す必要があるものによく使われます。

Dakara chuui wo unagasu hituyou ga aru mono ni yoku tsukawaremasu

 

ดังนั้น หมวกสำหรับใส่ไปโรงเรียนเป็นสีเหลืองก็เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง

通学帽が黄色いのは安全のためですね。

Tsuugakubou ga kiiroinowa anzen no tame desune

 

แล้วสาเหตุที่ทำหมวกสำหรับใส่ไปโรงเรียนขึ้น

ก็เพราะเมื่อปีคศ1961 ในตอนนั้นมีอุบัติเหตุจราจรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

そして、通学帽が作られた理由ですが、

1961年当時、交通事故が急増していました。

Soshite tsuugakubou ga tsukurareta riyuu desuga

1961 nen touji koutsuujiko ga kyuuzou shite imashita

 

เพื่อป้องกันเรื่องนี้หมวกสำหรับใส่ไปโรงเรียนจึงถูกจัดทำขึ้น

และแจกให้นักเรียนใหม่ประถม 1

それを防ぐために、通学帽が作られ、

新一年生に配られるようになりました。

Sore wo fusegu tameni tsuugakubou ga tsukurare

shinichinensei ni kubarareru youni narimashita

 

ส่วนประเทศหรือภูมิภาคของทุกคนเป็นอย่างไรคะ

มีหมวกนักเรียนไหม

ถ้ามี  สีอะไรคะ

みなさんの国や地域はどうですか? 

通学帽はありますか 

もしあるなら何色ですか?

Minasan no kuni ya chiiki wa dou desuka

tsuugakubou wa arimasuka moshi

arunara naniiro desuka

 

นอกจากนี้สีเหลืองยังเป็นสีแห่งความสุขด้วย 

また、黄色は幸福のイメージの色です。

Mata kiiro wa koufuku no ime-ji no iro desu

ฉันแนะนำว่าคุณน่าจะลองหาอะไรสักอย่างที่เป็นสีเหลืองเอามาติดตัวไว้ดูนะคะ

あなたも、身につけるものに黄色を取り入れてみてはいかがでしょうか。

Anatamo minitsukeru mono ni kiiro wo toriiretewa ikaga deshouka


 

ผู้เขียนเรื่องนี้

ฉันชื่อ มายูมิ  ชื่อไทย “มะนาว” เป็นคนญี่ปุ่น อยู่ที่จังหวัดไอจิ

เคยอยู่ที่กรุงเทพฯ 2 ปีครึ่ง เพราะสามีไปทำงานที่กรุงเทพฯ ตอนที่ฉันอยู่กรุงเทพฯ

ได้สัมผัสความมีน้ำใจของคนไทย ทำให้รักคนไทยและเมืองไทย

ตอนนี้เป็นแม่บ้านและทำงานเป็นครูสอนภาษาไทย

ฉันอยากจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนไทย

งานอดิเรก คือ การท่องเที่ยว เรียนภาษาไทย

ดูแลลูก ดูละครญี่ปุ่น ดูหนัง ไปร้านกาแฟน่ารักๆ เป็นต้น

 

 

                                                                                                                   เรื่องโดย มะนาว

 

 

ภาพอ้างอิง https://www.photo-ac.com

ข้อมูลอ้างอิง

ヘッドライト早期点灯研究所 https://www.omoiyari-light.com/LAB/RESEARCH/000778.html

色カラ― https://iro-color.com/episode/about-color/yellow.html

 

การไปโรงเรียนของเด็กประถมญี่ปุ่น

บทความสองภาษาไทย ー ญี่ปุ่น

เรื่องโดย มะนาว


「通学団」って、聞いたことある?>

<「Tsugakudan」 tte kiitakoto aru?>

เคยได้ยินคำว่า “ซือกะกุดัน” ไหมคะ

ในโรงเรียนประถมของญี่ปุ่นนั้น

ส่วนใหญ่จะมีกลุ่มนักเรียนที่ไปโรงเรียนด้วยกัน

(เรียกว่า “ ซือกะกุดัน”)

日本の小学校では、多くの小学校に通学団があります。

Nihon no syougakkou dewa ooku no syougakkou ni tsuugakudan ga arimasu

 

ซือกะกุดันจะแบ่งตามเขตการศึกษา

โดยแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ อีกหลายกลุ่ม

เรียกว่า“ซือกะกุฮัน” ค่ะ

通学団は学区ごとに分かれており、

学区を更にいくつかの小さいグループに分けたものを通学班と言います。

Tsuugakudan wa gakku goto ni wakareteori

gakku wo sarani ikutsuka no chiisai guruupu ni waketamono wo tsuugakuhan to iimasu

通学団名 つうがくだんめい ชื่อกลุ่ม
集合時間 しゅうごうじかん เวลานัดพบ
出発時間 しゅっぱつじかん เวลาออกเดินทาง

 

 

ส่วนท้องถิ่นที่ฉันอยู่ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเล็กนั้น

เด็กๆไปโรงเรียนกันเป็นกลุ่ม “ซือกะกุฮัน”

私の地域もその一つで、

子供たちは通学班で登校をします。

Watashi no chiiki mo sonohitotsu de

kodomotachi wa tsuugakuhan de toukou wo shimasu

 

“ซือกะกุฮัน”ถูกแบ่งโดยกลุ่มอาจารย์ 

อย่างเช่น จากบ้านนี้ถึงบ้านนั้นเป็นกลุ่มที่ จากบ้านนั้นถึงบ้านโน้นเป็นกลุ่มที่ 2 เป็นต้น

通学班は先生たちによっていくつかの班に分けられます。

例えば、ここからそこまでの家は1班、

そこからあそこまでの家は2班 というようにです。

Tsuugakuhan wa senseitachi niyotte ikutsuka no han ni wakeraremasu

Tatoeba kokokara sokomade no ie wa ippan,

sokokara asokomade no iewa nihan to iuyouni desu

 

 

นักเรียนประถมในกลุ่มที่ถูกแบ่ง

ตั้งแต่ระดับตั้งแต่ชั้นประถม 1 ถึงชั้นประถม 6

จะไปโรงเรียนด้วยกัน

区分けされた班の小学生は、

1年生~6年生までみんな一緒に通います。

Kuwakesaretahan no syougakusei wa,

ichinensei kara rokunensei made minna issyoni kayoimasu

 

ช่วงฤดูใบไม้ผลิ นักเรียนใหม่ประถม 1 จะเข้าโรงเรียน

春の時期は、新一年生が入学します。

Haru no jiki wa shinichinensei ga nyuugakushimasu

 

เมื่อถึงช่วงเวลานั้น

นักเรียนชั้นสูงในกลุ่ม “ซือกะกุฮัน”

ที่ได้รับการแต่งตั้งมีหน้าที่ดูแลรุ่นน้อง

จะต้องเดินไปรับนักเรียนชั้นป 1 ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันถึงที่บ้าน

และพารุ่นน้องไปจุดนัดพบรวมตัวกัน 

その時期になると、

係に任命された通学班の高学年の子は

毎朝、同じ班の1年生の子の家へ迎えに行き、

集合場所まで連れて行きます。

Sonojiki ni naruto

kakari ni ninmeisareta tuugakudan no kougakunen no ko wa

maiasa onajihan no ichinensei no kono ie e mukae ni iki,

syuugoubasyo made tsurete ikimasu

ภาพจาก https://webun.jp/item/7661699

 

นี่เป็นหน้าที่ของนักเรียนชั้นสูง

これは高学年の子の役割です。

Kore wa kougakunen no ko no yakuwaridesu

 

เรียกว่า โอเซวากะกะริ”

(คนที่ดูแลนักเรียนรุ่นน้อง)ค่ะ

これを「お世話係」と呼びます。

Kore wo 「osewagakari」 to yobimasu

 

หน้าที่นี้ต้องทำต่อเนื่องเป็นเวลา 7 วัน จนกว่านักเรียนชั้นป 1 จะเคยชินกับกลุ่มนี้

慣れるまでの1週間は、この役割は続きます。

Narerumade no isshuukan wa konoyakuwari wa tsuzukimasu

 

ถ้ามีนักเรียนชั้นป 1 จำนวน 3 คนจำเป็นจะต้องมีคนที่ดูแลจำนวน 3 คนค่ะ  

もし新1年生が3人いたら、お世話係は3人必要です。

Moshi shinichinensei ga sannin itara

osewagakari wa sannin hitsuyou desu

 

 

ตัวอย่างเช่น คนที่ดูแลเฉพาะน้องริกุโตะ  ประมาณนี้

りくとくんのお世話係、というようにです。

Rikuto kun no osewagakari toiu youni desu

 

สำหรับการเลือกนักเรียนที่ดูแลกลุ่มจะขึ้นอยู่กับทางโรงเรียน

お世話係をする子をどうやって選ぶかは、学校によります。

Osewagakari wo suruko wo douyatte erabuka wa gakkou ni yorimasu

 

ส่วนเขดการศึกษาที่เราอยู่ หากมีพี่น้องแท้ๆอยู่ด้วย พี่ก็จะดูแลน้อง

แต่ถ้าไม่มีพี่ชายหรือพี่สาวในกลุ่มนี้ นักเรียนชั้นสูงที่ไม่เคยทำจะเป็นคนที่ดูแลค่ะ

私の学区の場合は、もし兄弟がいればその兄弟がお世話係に(なり)、

いなければ、その班の中でまだお世話係をやったことがない高学年の子がお世話係をします。

Watashi no gakku no baai wa moshikyoudai ga ireba sonokyoudai ga osewagakarini (nari) inakereba sonohan no naka de mada osewagakari wo yattakoto ga nai kougakunen no ko ga osewagakari wo shimasu

 

ส่วนนักเรียนคนอื่นๆ จะมารวมกันที่จุดนัดรวมตัวภายในเวลานัด

他のみんなは集合時間までに集合場所に集まります。

Hoka no minna wa syuugoujikan madeni syuugoujikan ni atsumarimasu

ถ้าทุกคนมากันครบพร้อมแล้วก็จะเดินไปโรงเรียนโดยเรียง 2 แถว

みんなが揃ったら、2列に並んで登校をします。

Minna ga sorottara niretsu ni narande toukou wo shimasu


เราคิดเองว่า นี่เป็นวัฒนธรรมที่ดีมาก

โดยมีเหตุผล 5 ข้อ ดังนี้

これはとてもいい習慣だと私は思います。

その理由は5つあります。

Kore wa totemo ii syuukann dato watashi wa omoimasu

sono riyuu wa itsutsu arimasu.

 

 

1.นักเรียนชั้นสูง พวกเขาจะได้เรียนรู้ว่า

การดูแลน้องๆ รู้สึกยังไง ต้องทำอะไรบ้าง

高学年は小さい子の面倒を見るということを、

この通学班を通じて学ぶことができる

Kougakunen wa chiisaiko no mendou wo miru toiu koto wo

kono tsuugakuhan wo tsuujite manabukoto ga dekiru

 

2.สร้างสัมพันธ์กันและกันได้ในชุมชมเล็กๆ

ไม่ว่าระดับเดียวกันหรือระดับต่างกันก็ช่วยกันได้ง่ายขึ้น

通学団の中で、学年の違う近所の子たちとも、

お互いの関係を築くことができ、助け合いやすくなる

tsuugakudan no naka de. gakunen no chigau kinjo no kotachi tomo

otagai no kankei wo kizuku koto ga deki , tasukeai yasukunaru

 

 

3เนื่องจากไม่ได้เดินไปโรงเรียนคนเดียวทำให้ยากต่อการเป็นเป้าหมายของคนแปลกหน้า

一人で学校に行かないため、不審者に狙われにくい。

Hitori de gakkou ni ikanai tame fushinsya ni nerawarenikui

 

 

4.เด็กสามารถเรียนรู้กติกาในการใช้ชีวิตร่วมกันเป็นกลุ่มและความสำคัญในการรักษาเวลานัด

 集団生活のルールや、

時間を守ることの大切さを学べる

 Syuudanseikatsu no ruuru ya ,

jikan wo mamorukoto no taisetusa wo manaberu

 

 

5.พ่อแม่ไม่ต้องไปส่งลูก

親が子供を送っていかなくて済む

Oya ga kodomo wo okutteikanakute sumu


วินัยเด็กญี่ปุ่นเริ่มจากจุดนี้…

ภาพลูกสาวกำลังออกไปโรงเรียน

ถ้าคุณมาถึงสาย คนอื่นๆ ในกลุ่มก็จะรอนาน อาจจะไปโรงเรียนช้า

もし集合時間に遅れたら、通学班のみんなを待たせることになります。

Moshi syuugoujikan ni okuretara tsuugakuhan no minna wo mataserukoto ni narimasu

เราคนญี่ปุ่นถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า ทำตัวไม่ให้รบกวนคนอื่นและรักษาเวลาเป๊ะๆ 

เราถูกอบรมสั่งสอนจากผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเรื่องการเดินไปโรงเรียนเป็นกลุ่ม

ที่เรียกว่า “ซือกะกุฮัน 通学班” หรือในสถานการณ์ต่างๆ ด้วย

人に迷惑をかけないように行動するということ、

時間をきっちり守るということを私たちは、

通学班やいろんな場面で大人から教えられてきました。

Hito ni meiwaku wo kakenai youni koudousuru toiukoto

jikan wo kicchiri mamoru toiu koto wo watashitachi wa

tsuugakuhan ya ironnabamend e otona kara oshierarete kimashita

 

 

คนต่างชาติพูดถึงคนญี่ปุ่นว่า เวลาต้องเป๊ะๆ ทำทุกอย่างก็ต้องเป๊ะๆ

นิสัยแบบนี้น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากชีวิตตั้งแต่เด็กๆ อย่างนี้ 

日本人が時間にきっちりしている、全てにおいて完璧でなければならい人 と言われるのは、

このように小さい時からの影響によるものでしょう。

Nihonjin ga jikan ni kicchirishiteiru subete nioite kanpeki denakerebanaranai hito toiwarerunowa konoyouni chiisaitoki kara no eikyou niyoru mono desyou

 

คงเป็นเพราะว่าเด็กๆ ถูกปลูกฝังมาจนชินเป็นเรื่องธรรมดาในการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม

集団生活の中で当たり前のこととして

植え付けられているからなのでしょうね。

Shuudanseikatsu no naka de atarimae no koto toshite

uetsukerareteiru kara nanodesyoune

 


ผู้เขียนเรื่องนี้

ฉันชื่อ มายูมิ  ชื่อไทย “มะนาว” เป็นคนญี่ปุ่น อยู่ที่จังหวัดไอจิ

เคยอยู่ที่กรุงเทพฯ 2 ปีครึ่ง เพราะสามีไปทำงานที่กรุงเทพฯ ตอนที่ฉันอยู่กรุงเทพฯ

ได้สัมผัสความมีน้ำใจของคนไทย ทำให้รักคนไทยและเมืองไทย

ตอนนี้เป็นแม่บ้านและทำงานเป็นครูสอนภาษาไทย

ฉันอยากจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนไทย

งานอดิเรก คือ การท่องเที่ยว เรียนภาษาไทย

ดูแลลูก ดูละครญี่ปุ่น ดูหนัง ไปร้านกาแฟน่ารักๆ เป็นต้น

 

 เรื่องโดย มายูมิ (มะนาว)

เรียบเรียงโดย ชุฟุจัง

สัมมนาออนไลน์ "Mindset สู่เป้าหมายพูดญี่ปุ่นคล่อง"

สัมมนาออนไลน์ “Mindset สู่เป้าหมายพูดญี่ปุ่นคล่อง” สัมมนานี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทุกคนควรได้เรียนรู้ จัดขึ้นเพื่อช่วยให้คนเรียนภาษาญี่ปุ่น มีพลังแรงกระตุ้นและมั่นใจในศักยภาพและความสามารถของตัวเอง   ปัญหาของคนเรียนภาษาญี่ปุ่นส่วนใหญ่ในตอนนี้ ไม่ใช่เนื้อหาความรู้ แต่เป็นเรื่องอุปสรรคภายในตัวเอง  ส่วนมากจะเรียนคนเดียว รู้สึกท้อหมดไฟ หรือติดอุปสรรคกลัวพูดผิด ไม่กล้าไม่มั่นใจในการสื่อสาร   จบสัมมนานี้ คุณจะได้เป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น ค้นพบวิธีการที่ใช่เพื่อนำมาปรับใช้เหมาะกับตัวเอง เห็นภาพรวมเส้นทางการพัฒนาภาษาญี่ปุ่นของตัวเอง พร้อมวิธีการสร้างพลังแรงกระตุ้นให้กับตัวเองได้   เพราะสิ่งสำคัญในการเรียนรู้สู่จุดสำเร็จ ต้องมี “พลังแรงกระตุ้น” และ “การลงมือทำอย่างต่อเนื่อง” สัมมนานี้คุณจะได้เรียนรู้ว่า หากระหว่างทางเกิดท้อ ไฟมอด จะทำอย่างไรให้มีพลังลงมือทำอย่างต่อเนื่อง และถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น   สัมมนานี้เหมาะกับใคร – ผู้ที่กำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่คนเดียว หรือ กำลังจะเริ่มต้นเรียนแต่ยังสับสนไม่มีแนวทางการเรียน – ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นในการสื่อสารกับคนญี่ปุ่นใกล้ตัว – อยากมีเป้าหมายชัดเจนขึ้นในชีวิตการเรียนภาษาญี่ปุ่น – อยากมีพลังแรงกระตุ้นเพื่อให้มีไฟไปต่อได้  – อยากมีเพื่อนร่วมเรียนช่วยกันผลักดันไปพัฒนาได้เร็วขึ้น   เนื้อหาในสัมมนา ครบกระบวนการตั้งแต่วิธีคิดสู่วิธีการ PART 1 Mindset คืออะไร มีผลต่อเป้าหมายพูดคล่องอย่างไร Mindset แบบไหนที่ทำให้ภาษาพัฒนาเร็วขึ้น PART 2 Goal setting พูดคล่องไปเพื่ออะไร รู้จุดที่ตัวเองอยู่และมองเห็นจุดที่ต้องการไปถึงชัดเจนขึ้น PART 3 ค้นหาวิธีการที่ใช่ ไปถึงได้อย่างไร วิธีการเรียนและฝึกฝนแบบไหนที่ช่วยให้เราไปสู่เป้าหมายนั้น   ★กิจกรรมระหว่างสัมมนาผ่าน ZOOM★ –

【Lifestyle วิถีคนญี่ปุ่น】10 พฤติกรรมที่แสดงถึงความเป็นผู้หญิงที่มีมารยาทแย่ในสังคมญี่ปุ่น

 10 พฤติกรรมที่แสดงถึงความเป็นผู้หญิงที่มีมารยาทแย่ในสังคมญี่ปุ่น สวัสดีค่ะ หลังจากห่างหายไม่ได้อัพเดทบทความไปพักใหญ่ ครั้งนี้ชุฟุจังจะขอมาอัพเดทบทความกันต่อ เนื่องจากช่วงนี้สาวๆ มาท่องเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะ และคิดว่าหลายคนคงจะกำลังปิ๊งๆ หรือมองหาหนุ่มญี่ปุ่นกันอยู่ด้วย  บทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาวๆ นะคะ  ว่าด้วยเรื่องกิริยามารยาทของผู้หญิงในสังคมญี่ปุ่นกันค่ะ   ปกติเวลาผู้ชายมองผู้หญิงจากภายนอก ส่วนใหญ่ก็จะมองเรื่องกิริยามารยาท เรื่องอาหารการกิน และการใช้คำพูดจาใช่ไหมคะ ซึ่งจุดนี้สามารถสะท้อนไปถึงการเลี้ยงดูจากพ่อแม่เลยก็ว่าได้ และบางครั้งก็เป็นตัวตัดสินของชายหนุ่มว่าจะเลือกคบผู้หญิงคนนี้ดีหรือไม่ ทีนี้เพื่อไม่ให้ถูกมองว่า เป็นผู้หญิงที่มีกิริยาแย่ หรือ พ่อแม่เลี้ยงมาไม่ดีหรือเปล่า และสร้างเสน่ห์ให้กับตัวเองด้วยการเป็นผู้หญิงที่มีกิริยามารยาทเรียบร้อยแบบฉบับผู้หญิงญี่ปุ่น เราลองมาเช็คกันดูว่าใน 10 พฤติกรรมกิริยาแย่ของผู้หญิงญี่ปุ่นมีตรงกับเราอยู่กี่ข้อมีอะไรบ้าง หากเจอข้อไหนเข้าข่ายตรงกับตัวเองจะได้ปรับปรุงแก้ไขได้ทันค่ะ 1.นั่งขัดสมาธิ(あぐらをかく)   ถ้าไม่รวมถึงท่านั่งขัดสมาธิสำหรับเล่นโยคะ หรือนั่งสบายๆ ในบ้านของตัวเองแล้วล่ะก็ ท่านั่งขัดสมาธิสำหรับผู้หญิงญี่ปุ่นถือว่าเป็นท่านั่งที่เป็นกิริยามารยาทไม่งาม เนื่องจากเป็นการนั่งอ้าขา โดยมากผู้หญิงญี่ปุ่นจะนั่งหุบขา (脚を閉じる あしをとじる อะชิ โอะ โทะจิหรุ แปลว่า หุบขา) แต่ไม่ได้หมายถึงว่าต้องนั่งแบบ 正座 (せいざ เซอิซะ) หรือ นั่งทับส้นเท้ายืดหลังตรงเสมอไป แต่ก็จะเลือกท่านั่งที่สุภาพไม่อ้าขา เช่น นั่งพับเพียบ เป็นต้น  พฤติกรรมที่จะถูกมองว่าเป็นผู้หญิงไร้มารยาท ก็คือ การนั่งขัดสมาธิต่อหน้าผู้อื่น เช่น ในสถานที่ร้านอาหารที่เป็นที่นั่งแบบญี่ปุ่น หรือการนั่งกับพื้นตอนชมดอกซากุระหรือตอนไปปิกนิก เป็นต้น  นี่ชุฟุจังเผลอนั่งสมาธิไปไม่รู้กี่ที่แล้วเนี่ย เนื่องจากชินมานาน เพิ่งมารู้ว่ามันเป็นกิริยาไม่งามของผู้หญิงญี่ปุ่น !! 2.พูดจาหยาบคายไม่น่าฟัง การใช้คำพูดจานั้นสามารถสะท้อนถึงการเลี้ยงดูได้อย่างชัดเจน ผู้หญิงที่ใช้คำยกย่องและคำสุภาพให้เหมาะกับกาลเทศะไม่เป็น และมักจะใช้คำหยาบคายหรือใช้คำระดับไม่สุภาพทำให้รู้สึกว่าไม่น่าฟังเอาซะเลย ผู้หญิงแบบนี้จะถูกมองว่าถูกเลี้ยงดูมาไม่ดี และมีกิริยาที่แย่ 

มาดูกันว่า ปกติสามีญี่ปุ่นได้เงินค่าขนมติดกระเป๋าเฉลี่ยกันเดือนละเท่าไหร่

[ชีวิตแต่งงานสามีญี่ปุ่น]  สามีญี่ปุ่นได้เงินค่าขนมติดกระเป๋าเฉลี่ยกันเดือนละเท่าไหร่ ถ้าพูดถึงคำว่า ค่าขนม (お小遣い : okozukai โอะโคะซึไค) เชื่อว่าหลายคนคงจะคิดย้อนไปถึงสมัยเด็กๆ สมัยใสๆ ในวัยเรียนและแล้วภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มกรุ่มกริ่มตอนที่ได้รับเงินค่าขนมก็ลอยขึ้นมาใช่รึเปล่าคะ แต่ทราบกันหรือไม่คะว่า ในครอบครัวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้มีเพียงแค่ค่าขนมสำหรับลูกเท่านั้นแต่ยังมีค่าขนมสำหรับสามีและภรรยาด้วย ฟังแล้วรู้สึกแปลกๆ ใช่ไหมคะ  บทความวันนี้ชุฟุจังจะคุยถึงเรื่องค่าขนมของสามีญี่ปุ่น ขอถามผู้หญิงที่แต่งงานแล้วเลยละกันนะคะ ปกติคุณสามีที่บ้านได้รับเงินค่าขนมกันเท่าไหร่เอ่ย?? อ๊ะโห!! เล่นมาถามกันตรงๆ แบบนี้ ใครจะกล้าตอบใช่ไหมคะ แต่เอาจริงๆ มันเป็นคำถามที่แม่บ้านหลายคนอยากรู้ว่า ปกติบ้านอื่นกำหนดเงินค่าขนมสามีกันเดือนละเท่าไหร่? ซึ่งชุฟุจังก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะรู้ด้วยเหมือนกัน (อิอิ)  ว่าแล้วเราไปอ่านกันดูเลยว่า แม่บ้านญี่ปุ่นให้เงินค่าขนมสามีกันเท่าไหร่ ผู้ชายญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่หลังจากแต่งงานมีครอบครัวแล้ว เรื่องการบริหารเงินในบ้านจะมอบหมายให้ภรรยาเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนตัวเองก็มีหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวและจะได้รับเงินค่าขนม (お小遣い : okozukai โอะโกะซึไก) สำหรับใช้จ่ายส่วนตัวเอง      กรณีที่ภรรยาเป็นชาวต่างชาติ เท่าที่ทราบส่วนใหญ่สามีจะเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมด หรือจัดสรรเงินให้ภรรยาแค่บางส่วน เช่น เงินค่าขนมให้ค่าขนมภรรยาเพื่อใช้จ่ายส่วนตัว เงินค่าใช้จ่ายในบ้าน (ค่าอาหาร ค่าข้าวของจิปาถะในบ้าน) บางบ้านให้ภรรยาใช้บัตรเครดิตเพื่อซื้อของที่ต้องการรวมถึงของใช้ในบ้านด้วย ส่วนค่าขนมของสามีนั้นเขาจะเป็นคนกำหนดเอง แต่ก็มีบางบ้านที่ให้ภรรยาต่างชาติคุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งกรณีนี้ชุฟุจังมองว่าภรรยาที่ทำได้ต้องค่อนข้างละเอียด มีความรับผิดชอบสูงและบริหารเงินได้เก่งทีเดียว ซึ่งชุฟุจังยังไม่สามารถทำได้ขนาดนั้น 55       สำหรับการกำหนดจำนวนเงินค่าขนมนั้น ไม่มีมาตรฐานตายตัวว่าให้เงินสามีเท่านี้จะน้อยไปหรือมากไป บางบ้านให้สามี 1 หมื่นเยน (ประมาณ 3,000กว่าบาท) บางบ้านให้สามี 30,000-40,000 เยน(ประมาณ 10,000-14,000 บาท) ซึ่งจำนวนนี้ถือเป็นค่าเฉลี่ยที่สามีญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้รับโดยจะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับรายได้ของครอบครัวในแต่ละเดือน และขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารเงินของภรรยาด้วย

[เทคนิคแม่บ้านญี่ปุ่น] ประหยัดค่าอาหารอย่างไรให้มีเงินเก็บล้านเยน

สวัสดีค่ะ ทุกคนที่ติดตามบทความในเว็ปไซต์ชุฟุจัง บทความที่จะนำเสนอในวันนี้คิดว่ามีประโยชน์กับทุกคน ทีนี้ถ้าพูดถึงการเป็นแม่บ้าน หลายคนอาจจะคิดว่าแค่ทำงานบ้าน ทำอาหาร ดูแลลูกและสามี แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว โดยพื้นฐานทั่วไปแล้วถือว่าใช่เลยค่ะ แต่การจะเป็นแม่บ้านที่สามารถจัดการเรื่องต่างๆ ภายในบ้านให้เป็นระบบระเบียบได้อย่างดีนั้น ชุฟุจังคิดว่าคงต้องขึ้นอยู่กับความสามารถและความเอาใจใส่ของแต่ละคน สำหรับอีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญของแม่บ้าน ก็คือ “การทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายในบ้าน” ซึ่งแม่บ้านชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเป็นผู้ควบคุมดูแลเงินค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมด ดังนั้นเรื่องการบริหารเงินในบ้านนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ และมีแม่บ้านญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยเลยที่สามารถเก็บเงินได้ล้านเยนจากการประหยัดค่าอาหาร พวกเธอมีเทคนิคการประหยัดอย่างไรจนสามารถมีเงินเก็บล้านเยนได้ เราไปอ่านกันดูเลยค่ะ   ■กำหนดงบค่ากับข้าวสำหรับ 1 สัปดาห์ สำหรับการกำหนดงบค่าอาหาร ขึ้นอยู่กับรายได้และจำนวนคนในครอบครัวรวมถึงประเภทอาหารที่คนในครอบครัวรับประทานด้วย หากใครยังไม่มีตัวเลขงบที่แน่ชัด ลองตั้งงบค่าอาหารเป็น 12 %ของเงินเดือนดูก็ได้ค่ะ  [ข้อมูลจาก matome.naver.jp] การแบ่งงบค่าอาหาร โดยแบ่งจัดงบตามประเภทอาหาร เช่น ถ้าชอบกินผัก เนื้อสัตว์ก็ใส่งบส่วนนี้มากหน่อยตามลำดับ ยกตัวอย่าง งบค่าอาหาร 1 เดือน จำนวน 25000 เยน สำหรับค่าผัก นม 8000 เยน เนื้อสัตว์ 7000  พวกขนมปังและขนมต่างๆ  5000 เยน ข้าวสาร เครื่องปรุงต่างๆ 5000 **ถ้าแบ่งยิบย่อยแล้วมองว่ายุ่งยาก ก็สามารถแบ่งรวมๆ เช่น อาหารสด อาหารเช้า ขนมปัง 20000 เยน และที่เหลือเป็นเครื่องปรุงข้าวสาร ของแห้งและอื่นๆ 5000 เยน โดยจัดงบเน้นอาหารสดเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้และของกินอื่นๆ มากกว่าพวกของแห้งและเครื่องปรุงต่างๆ

【แต่งงานกับคนญี่ปุ่น】6 ลักษณะเด่นของผู้ชายญี่ปุ่นที่ไม่อยากให้ภรรยาออกไปทำงานนอกบ้าน

6 ลักษณะเด่นของผู้ชายญี่ปุ่นที่ไม่อยากให้ภรรยาออกไปทำงานนอกบ้าน เป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้หญิงญี่ปุ่นส่วนใหญ่หลังแต่งงานแล้ว หรือแต่งงานมีลูกแล้วก็จะลาออกจากงานมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว ซึ่งคำภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 専業主婦 (sengyoushufu เซงเงียวชุฟุ) ถึงแม้สมัยนี้จะมีจำนวนไม่มากเท่าสมัยก่อน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่อะไรๆ ก็แพงขึ้นและความคิดที่ต้องช่วยกันทำงานหารายได้นั้นมีเพิ่มมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ยังมีผู้ชายญี่ปุ่นบางส่วนอยากให้ภรรยาเป็นแม่บ้านเต็มตัวไม่อยากให้ภรรยาออกไปทำงานนอกบ้าน ถ้าคุณแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่อยากให้ออกไปทำงาน แต่คุณชอบออกไปทำงาน อาจจะต้องปรับความคิดความเข้าใจกันยาวหน่อย เรามาดูกันว่า 6 ลักษณะเด่นของผู้ชายญี่ปุ่นที่ไม่อยากให้ภรรยาออกไปทำงานนอกบ้านนั้นมีอะไรบ้าง 1.ผู้ชายที่มีนิสัยต้องการความสงบในบ้าน ผู้ชายที่มองว่าบ้านคือบ้าน ส่วนข้างนอกก็คือข้างนอก กลับจากทำงานเหนื่อยแล้วกลับเข้ามาในบ้านก็อยากได้ความสงบ อยากได้เวลาแห่งการพักผ่อนอย่างเต็มที่ พูดง่ายๆ คือ เข้าในบ้านปุ๊ปก็สละทุกสิ่งเข้าสู่โหมดพักผ่อนเลย และถ้าให้ภรรยาออกไปทำงานนอกบ้าน ก็อาจจะต้องมานั่งฟังภรรยาเล่าบ่นโน่นนี่จากที่ทำงานทำให้ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขในบ้านหายไป ฉะนั้นผู้ชายประเภทนี้อยากให้ภรรยาอยู่แบบสงบเสงี่ยมเรียบร้อยจะดีกว่า 2. ผู้ชายที่มุ่งมั่นใฝ่ในการศึกษาการเรียน ผู้ชายที่มุ่งมั่นจริงจังกับการศึกษาของลูกๆ ถ้าภรรยาไปทำงานนอกบ้านก็จะไม่ได้จดจ่อและใส่ใจกับลูกมากเท่าที่ควร  ฉะนั้นอย่างน้อยอยากให้ความสำคัญจดจ่อกับการเลี้ยงลูกจนกว่าลูกจะเข้าโรงเรียนประถม  3.ผู้ชายที่มีความคิดหัวโบราณ ผู้ชายที่มีความคิดสมัยโชวะ คือมีความคิดที่ว่า “ถ้าแต่งงานแล้วผู้หญิงควรจะลาออกจากงาน” ซึ่งตรงกับความคิดเดียวกันที่ว่า ไม่เกี่ยวกับว่าสภาพเศรษฐกิจจะย่ำแย่เพียงใดแต่การทำงานหาเลี้ยงครอบครัวนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ฟังแล้วก็น่าตกใจเลยเนอะคะ แต่ผู้ชายเหล่านี้เขาคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติที่ควรจะเป็นค่ะ มันเป็นเรื่องของความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาแต่อดีตของญี่ปุ่น 4.ผู้ชายที่ทำงานหาเงินเก่ง ผู้ชายประเภทนี้ส่วนใหญ่จะมีหน้าที่การงานตำแหน่งสูงและรายได้ต่อปีสูงกว่าทั่วไป ก็เพราะเหตุนี้จึงมีเงินเหลือเฟือที่สามารถดูแลและให้ภรรยาเป็นแม่บ้านเต็มตัวได้ซึ่งจุดนี้ก็ถือเป็นภาพลักษณ์หนึ่งของผู้ชายเรื่องการเงินด้วย (แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายคนอื่นที่ให้ภรรยาออกไปทำงานจะไม่สามารถเลี้ยงภรรยาได้นะคะ อันนี้ก็แล้วแต่บุคคล ผู้ชายหลายคนก็ตามใจภรรยาให้ได้ทำในสิ่งที่อยากทำไม่เกี่ยวกับเรื่องฐานะการเงินค่ะ)  5.ผู้ชายที่ชอบควบคุม ผู้ชายประเภทที่มีนิสัยชอบควบคุมอย่างมาก เช่น เรื่องการไม่ให้ภรรยาออกไปข้างนอก ไม่ให้ปฏิสัมพันธ์กับผู้ชายคนอื่นที่มองดูแล้วอาจจะมีปัญหาภายหลัง และจะชอบมองว่า [อยากให้(ภรรยา)อยู่เป็นตัวเองตลอด]      ●  หญิงไทยที่แต่งงานแล้วเจอสามีญี่ปุ่นประเภทนี้ก็มีเยอะนะคะ อาจจะเป็นเพราะเขากังวล กลัวเราออกไปแล้วโดนหลอก ทำให้เดือดร้อน และเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย ยิ่งถ้าเราไม่ได้ภาษาแล้วด้วย สามีก็ยิ่งทวีความกังวลเข้าไปใหญ่ ยังไงเราก็ค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัว เพื่อให้เขาเห็นว่าเราสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเองได้มากขึ้น คิดว่าน่าจะผ่านจุดนี้ไปได้ค่ะ 

【หางานในญี่ปุ่น】แนะนำงานออฟฟิศในโตเกียว ภาษาระดับ N3

สวัสดีค่ะ ทุกคนที่ติดตามบทความในเว็ปไซต์ชุฟุจัง สำหรับคนที่กำลังมองหางาน Part time ในโตเกียว วันนี้ชุฟุจังจะมาแนะนำงานในออฟฟิศที่โตเกียว ระดับสื่อสารภาษาญี่ปุ่น N3 หรือสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ เช็คดูนะคะว่า คุณสมบัติและรายละเอียดงาน เราเหมาะสมหรือทำได้มากน้อยแค่ไหน ●เพศหญิง  – บางทีมีแขกของบริษัทเป็นผู้หญิงมาจากทางไทย การ support ผู้หญิงจะสะดวกกว่า ●ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ขอแค่ใช้คอม MS office ได้ระดับนึง -มีสอนงาน เพื่อนร่วมงานเป็นคนไทยและญี่ปุ่น  ●Part time สามารถทำงานได้ในช่วง 10.00 – 16.00 -ถ้าเป็นไปได้ขอ 5 วันต่อสัปดาห์ แต่สามารถคุยวันที่สะดวกกันได้ในกรณีฉุกเฉิน ●ระดับภาษาญี่ปุ่น N3 หรือสนทนาภาษาญี่ปุ่นในชีวิตประจำวันได้ในระดับนึง  ●สามารถใช้ Microsoft office Word, Excel ได้   คุณสมบัตินิสัย – ต้องการคนตรงต่อเวลา ถ้าจะมีเปลี่ยนแปลงไม่สะดวกเข้ามา ขอให้แจ้งกันล่วงหน้า ไม่ปรับเปลี่ยนไปๆมาๆ   หน้าที่ของงานธุรการทั่วไป (GA) 1.ดูแลความเรียบร้อยต่างๆในออฟฟิศ 2.ทำงานเอกสารต่างๆ และประสานงานกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับในออฟฟิศ 3.ดูแลการจองโรงแรมหรือตั๋วเครื่องบิน และประสานงานต่างๆ 4.จัดเตรียม ต้อนรับเสิรฟ์น้ำ และเก็บห้องประชุม 5.ประสานงานช่วยจัดเตรียม กิจกรรมต่างๆ ของบริษัท เช่น งาน exhibition company trip

【Lifestyle วิถีคนญี่ปุ่น】 8 ลักษณะเด่นของนิสัยผู้หญิงญี่ปุ่น

8 ลักษณะเด่นของนิสัยผู้หญิงญี่ปุ่น บทความที่แล้วเป็นเนื้อหาเรื่องลักษณะเด่นของหญิงไทยที่ผู้ชายญี่ปุ่นจะเลือกคบเป็นแฟน คราวนี้ชุฟุจังก็เลยจะขอหยิบยกประเด็นเรื่องลักษณะเด่นของผู้หญิงญี่ปุ่นมาให้ได้อ่านกันดูบ้าง ชุฟุจังเชื่อว่าภาพลักษณ์ของสาวญี่ปุ่นในสายตาชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่จะมองว่าสาวญี่ปุ่นน่ารักคิขุอาโนเนะกันใช่ไหมคะ และถ้ามองจากสายตาของผู้ชายแล้วคิดว่าสาวญี่ปุ่นคงเป็นผู้หญิงในอุดมคติของใครหลายคนเลยก็ว่าได้ เพราะภาพลักษณ์ดูเป็นทั้งแม่ศรีเรือนปรนนิบัติดูแลสามีและลูกอย่างดีและยังมีนิสัยเรียบร้อยแต่อดทนเข้มแข็ง ดูน่ารักน่าเอ็นดูอยู่ภายใต้การปกครองของพ่อบ้านเป็นอย่างดี แต่ก็มีหลายคนคงเคยเจอประสบการณ์แบบนี้ จะเป็นเพื่อนสนิทกับเพื่อนผู้หญิงญี่ปุ่นนี่รู้สึกยากจังเหมือนมีเส้นบางๆ กั้นขวางอยู่  แล้วจริงๆ ผู้หญิงญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีลักษณะนิสัยอย่างไรกันแน่ อ่านบทความนี้แล้วคิดว่าจะเข้าใจผู้หญิงญี่ปุ่นมากขึ้นค่ะ ไปดูกันเลย !! 1.優しい ใจดี เรื่องความใจดีของผู้หญิงญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเท่านั้น ตัวชุฟุจังเองก็รู้สึกว่า พวกเธอใจดีจริงๆ เวลามีเรื่องอะไรเข้าไปสอบถามหรือขอความช่วยเหลือ พวกเธอจะมีความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ เช่น มีอยู่วันหนึ่งตอนคุยกับกลุ่มคนญี่ปุ่นและชุฟุจังก็พูดถึงว่า “กำลังพยายามเรียนรู้การทำอาหารญี่ปุ่น เริ่มจากสูตรการทำอาหารญี่ปุ่นแบบง่ายๆ” โดยไม่ได้พูดเชิงขอร้องหรือขอข้อมูลอะไรจากใครใดๆ ทั้งสิ้น แต่ปรากฎว่า วันต่อมามีแม่บ้านญี่ปุ่นคนหนึ่งไปหาข้อมูลพื้นฐานการทำอาหารญี่ปุ่นแบบละเอียดเป็นกระดาษปริ๊นซ์จากคอมพิวเตอร์มาให้เลย อุตส่าห์ไปหาข้อมูลมาให้โดยไม่ต้องขอร้องแบบนี้จะไม่ให้คิดว่าผู้หญิงญี่ปุ่นใจดีได้อย่างไรกัน และอีกสถานการณ์ที่เจอบ่อยคิดว่าหลายคนคงจะเจอเหมือนกัน ก็คือ เวลาเกิดอะไรขึ้นแบบผิดปกติ ผู้หญิงญี่ปุ่นจะรีบเอ่ยขึ้นมาถามเราเลยว่า “大丈夫ですか(daijyoubu desuka ไดโจวบุ เดสก๊ะ) เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” พร้อมกับทำท่าทีจะให้ความช่วยเหลือ แบบนี้จะไม่ให้คิดว่าผู้หญิงญี่ปุ่นใจดีได้อย่างไรกัน 2.自己主張をあまりせず、我慢強い มีความอดทนเป็นเลิศ ไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางจนเกินไป ผู้หญิงญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะไม่ถนัดเรื่องการยืนยันความคิดเห็นของตัวเอง ซึ่งจุดนี้อาจจะเกี่ยวข้องมาจากเมื่ออดีตสมัยที่สังคมให้ผู้ชายเป็นใหญ่ทำให้ผู้หญิงต้องสงบเสงี่ยมทำตามฝ่ายชาย นอกจากนี้การศึกษาของญี่ปุ่นเองที่ไม่ค่อยมีลักษณะการโต้แย้งความคิดเห็น หรือการ discussion ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของข้อนี้ก็ได้ ดังนั้นเมื่อผู้หญิงญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ถนัดแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาเป็นคำพูดก็จะกลายเป็นการเก็บกดโดยไม่ปลดปล่อยออกมา สุดท้ายก็เลือกที่จะนึกถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายแล้วก็อดทนอดกลั้นความรู้สึกเอาไว้เองคนเดียวเพื่อให้ปัญหานั้นผ่านพ้นไป 3.ชอบความกำกวม ผู้หญิงญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะตอบรับ ” Yes (ค่ะ)” จะไม่พูดปฏิเสธว่า ” No (ไม่ค่ะ) “ ถึงแม้ว่าจะมีความเห็นตรงกันข้ามต่อความคิดเห็นของอีกฝ่ายหรือสิ่งที่อีกฝ่ายเสนอแนะก็ตาม พวกเธอจะไม่ตอบปฏิเสธเด็ดขาดว่า “ไม่ค่ะ” เพราะด้วยความที่นึกถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่จะเปลี่ยนเป็นการตอบกลับด้วยคำพูดที่กำกวมแทน

3 ข้อความภาษาญี่ปุ่น สื่อความในใจให้คนรักในวันวาเลนไทน์

และแล้ววันนี้ก็มาถึง วันแห่งความรัก ฉันมีให้เธอทุกวัน ไม่ว่าอาทิตย์หรือจันทร์ บลาๆๆ (เก่าไปไหม55) หลายคนคงเหมือนชุฟุจัง คิดหนักเลยใช่ไหมคะ จะเอาไงดี จะเขียนข้อความ ทำช็อกโกแลต ทำคุ้กกี้ หรือซื้อของขวัญเล็กๆ น้อยๆ พร้อมช็อกโกแลตให้คนรัก เลือกของได้แล้ว ต่อไปจะยื่นให้ยังไงดี  ง่ายๆ เลยยื่นให้กับมือพร้อมกอดหรือจุ๊บเบาๆ  หรือคนที่ชอบเซอร์ไพร์ซอาจจะแอบซุกไว้รอลุ้นตอนเขาเปิดเจอ ตอนนั้นจะกระโดดกอดหอมแก้มจุ๊บบุๆ ด้วยก็โรแม๊นติกมากๆ ไม่ใช่แค่แม่บ้านลูกสองอย่างชุฟุจัง แต่สาวญี่ปุ่นคงจะครึกครื้นตื่นเต้นกันน่าดู โดยเฉพาะสาวๆ ที่แอบชอบหนุ่มในดวงใจอยู่ ไม่เว้นแต่แม่บ้านอย่างชุฟุจัง แม้จะลูกสองแล้วแต่ความรักก็เหมือนเชื้อเพลิงเติมไฟรักไม่ให้มอด โหหห ดูเปรียบซะ ร้อนแรงมาก 55 และวันนี้เอง มันเป็นโอกาสที่จะได้สารภาพรัก และแสดงความรักต่อกันในวันนี้ พูดละเขินแทน คนญี่ปุ่นยิ่งขี้อายอยู่ด้วย วันปกติคงไม่กล้าแน่ๆ อย่างที่ทราบกันดี วันวาเลนไทน์ที่ญี่ปุ่นนั้นฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายให้ช็อกโกแลตฝ่ายชาย และหลังจากนี้ 1 เดือน ซึ่งจะตรงกับวันที่ 14 มีนาคม เรียกว่า วัน White day ホワイトデー จะเป็นวันที่ฝ่ายชายคืนให้กับฝ่ายหญิง ก่อนจะไปจดข้อความส่งถึงคนรัก เรามาทำความรู้จักการเรียกช็อกโกแลตที่ส่งให้กันสักหน่อยนะคะการเรียกขึ้นอยู่กับว่าช็อกโกแลตนั้นยื่นให้กับใคร 本命チョコ (HommeiChoco)หรือ ช็อกโกแลตตัวจริง เพราะเป็นช็อกโกแลตที่สาวๆ มอบให้ชายหนุ่มที่แอบรักเพื่อสารภาพรัก 義理チョコ (GiriChoco)ช็อกโกแลตมารยาทที่ผู้หญิงจะให้กับคนที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย 世話チョコ (SewaChoco)ช็อกโกแลตสำหรับให้ผู้มีพระคุณเป็นการขอบคุณที่ช่วยเหลือเรามาโดยตลอด อันนี้คงต้องให้พ่อแม่สามีล่ะนะคะ 友チョコ (TomoChoco)ช็อกโกแลตที่สาวๆ มักทำมาแลกกันเองในกลุ่มเพื่อนสาว อย่างเพื่อนแม่บ้านนี่